SK2

แอคติวิตี้, Content, Featured, Uncategorized

สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ หยุดขุดข้นพื้นที่ทันฑสถานหญิงแล้วรอสรุปข้อมูลทุกด้านรวมกัน

25 ก.พ. , 2016  

หลังจากที่ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้ทำการขุดสุมในพื้นที่ต่างๆรอบทันฑสถานหญิงเดิมอยู่หลายจุดพบสิ่งมีค่ามากมาย โดย นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้เปิดเผยผลของการสุ่มขุดนี้ว่า

SK

ปัจจุบันได้ขุดเจอหลักฐานการใช้งานในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าเป็นหลักฐานที่อยู่ในช่วงของ 3 สมัยหลักๆของยุคล้านนา หลักฐานชุดเก่าที่ถูกขุดได้นั้น ห่างจากผืนดินปัจจุบันประมาณ 1 เมตร โดยหลุมที่ขุดเจอหลักฐานที่ 1 และหลุมที่ขุดเจอหลักฐานที่ 2 อยู่แถวด้านหลังของอาคารโมบาย ซึ่งขุดเจอแนวอิฐกำแพงรวมไปถึง อิฐปูนพื้น โดยมีการวางตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ก็ขุดเจอแนวฐานของรากอาคาร สันนิษฐานว่าจะเป็นฐานรากของอาคารสมัย รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่บริเวณหลุมที่ขุดเจอหลักฐานที่ 3 อยู่ด้านหน้าของอาคารเดือนเพ็ญ จุดนี้ได้เจอหลักฐานที่เป็นสิ่งก่อสร้าง และคาดว่าอาจจะเป็นแนวกำแพงของคุ้มเวียงแก้ว ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งหระว่างวังชั้นนอกและวังชั้นใน โดยในกำแพงทางทิศเหนือและทิศใต้มีลักษณะแนวกำแพงที่อยู่ลึกกว่าผืนดินปัจจุบันประมาณ 60-70 เซนติเมตร ส่วนตัวอาคารเจอห่างจากแนวกำแพงประมาณ 40 เชนติเมตรมีลักษณะการก่อสร้างกล่าวคือในอิฐชั้นบนสุดของตัวถังรากอาคารมีการหันด้านสันอิฐขึ้นแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่แบกรับน้ำหนักไว้

DSCF1308

สิ่งก่อสร้างสมัยในของรัชกาลที่ 5 กับรัชกาลที่ 6 หลังจากสมัยนั้นก็ได้มีการถมดินปรับพื้นที่ให้สูงขึ้น เพื่อสำหรับสิ่งก่อสร้างบางอย่าง เช่น สร้างล่องรางน้ำ ทับลงไปบนตัวถังรากอาคาร และมีการถมปรับพื้นที่อีกครั้งหนึ่งอยู่ในช่วงสมัยยุคปัจจุบัน ส่วนโบราณวัตถุที่เป็นตัวกำหนดยุคสมัยพื้นที่ เช่น เหรียญกษาปณ์ ที่เป็นเหรียญ 1 อัด ระบุ รศ. 118 อยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.. 2443 หรือรัตนโกสินทรศกที่ 66 ที่ถูกขุดค้นพบ 1 เหรียญ โดยพบที่หลุมขุดค้นพบที่ 4 ในชั้นดินประมาณ 60 เซนติเมตร ชั้นดินที่เจอมีลักษณะเป็นโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งระดับชั้นดินนี้ก็สอดคล้องกับระดับความลึกที่ 3 ที่เจอทั้งตัวถังรากกำแพงกับตัวถังรากอาคาร  และโบราณวัตถุที่ช่วยกำหนดยุคสมัยของช่วงล้านนานั้น ได้ขุดเจอเครื่องปั้นดินเผา เศษเครื่องถ้วย และถ้วยจีน ไม่ว่าจะเป็นของ สมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ซึ่งอย่างราชวงศ์หยวน ก็กำหนดอายุได้เก่าสุดของ พ.. ได้ประมาณ ปีพ.. 1800 กว่า ส่วนสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ก็สืบต่อมาประมาณ พ.. 2300 กว่า ทำให้เห็นว่าได้มีการใช้พื้นที่นี้ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานอื่นๆอย่างเช่น แผนที่นครเมืองเชียงใหม่ ที่ระบุ พ.. 2436 กับบันทึกจากชาวต่างชาติ หรือว่าเอกสารทางประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าในแผนที่นครเมืองเชียงใหม่ ปรากฏขอบเขตของกำแพงเวียงแก้ว และเมื่อดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เจ้าอินทวิชยานนท์ที่ครองนครเมืองเชียงใหม่ในช่วงปี พ.. 2416 ถึง ปีพ.. 2440 ท่านได้ย้ายคุ้มของท่านไปไว้ที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ในช่วงปี พ.. 2436 นั้นกลายเป็นพื้นที่ร้างไปแล้ว และไม่น่าจะมีตัวคุ้มอยู่ หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งคือ ท่านได้สั่งให้มีการลื้อคุ้มของเจ้าพระเจ้ามโหตรประเทศ ที่เป็นผู้ครองนครเมืองเชียงใหม่องศ์ที่ 5 กับเจ้าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ที่เป็นผู้ครองนครเมืองเชียงใหม่องศ์ที่ 6 เพื่อไปปลูกถวายวัดดังนั้นจากแผนที่นครเมืองเชียงใหม่ที่เห็นขอบเขตของพื้นที่คุ้มเวียงแก้วนี้อาจจะสะท้อนได้ว่าแผนที่นี้ได้ทำขึ้นในช่วงที่พื้นนั้นร้างไปแล้วไม่ได้มีการใช้งานเป็นคุ้มแล้วแต่ยังเห็นขอบเขตกำแพงอยู่

ส่วนในข้อสันนิษฐานว่า เมื่อที่นี้เคยเป็นคุ้มมาตั้งแต่เจ้าหลวงองค์ที่ 5-6 มันน่าจะเคยใช้งานเป็นคุ้มมาก่อนหน้านั้น และก็เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การขุดค้นหา ซึ่งก็พอจะเห็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการใช้งานในพื้นที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยล้านนาจากนี้ไปงานของกรมศิลปกรจะมีหน้าที่ทำงานหลักอยู่ 4 งาน 1)การสแกนธรณีฟิสิกส์ 2)งานขุดค้นทางโบราณคดี 3)งานขุดลอกชั้นดินทับถมทางโบราณคดี เพราะเมื่อเจออาคารก็ต้องขุดลอกชั้นดินเพื่อโชว์ให้เห็นว่า มันคือ ตัวถังรากอาคารแต่เดิม และ 4) งานบูรณะตัวอาคารที่เห็น และก่อนที่จะบูรณะนั้นต้องมีการปรึกษากันก่อน เพื่อที่จะจัดการพื้นที่ยังไง เช่น ตัวอาคารไหนจะโชว์ อาคารไหนจะกลบ อาคารไหนที่ตัวถังรากอาคารมันทับซ้อน มีการเจาะ ต้องเลี่ยงยังไง ทั้งนี้ก็ต้องมีการคุยกันก่อน และสุดท้ายต้องมาเลือกว่าตรงไหนที่จะโชว์และต้องบูรณะ ดังงานหลังจากนี้ พอได้ผลจากการตรวจค้น ก็ต้องไปประกอบ

DSCF1316

วิเคราะห์ร่วมกับผลการสแกนทางธรณฟิสิกส์ ว่าแนวโน้มตัวฐานรากและอื่นๆที่เจอนั้น ในพื้นที่ยังมีตรงไหนอีกบ้าง เพื่อจะไปออกแบบการทำงานต่อไป ว่าจุดไหนที่ต้องขุดลอกอีกบางเพื่อต้องการหารากฐานนี้ และก่อนที่จะทำการขุดลอกชั้นดินออก ก็อาจจะมีกระบวนการของทางจังหวัด ซึ่งก็หน้าจะมีกระบวนการทำงานที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือการทำประชาวิจารณ์รับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งหลังสุดทางจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการประเมินในพื้นที่ ซึ่งคณะกรรมการประเมินแล้วว่ามีอาคารสำคัญอยู่ถึง 6 อาคาร และเมื่อเอามาวิเคราะห์ตัดสินใจร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่นผลประชาวิจารณ์ที่ประชาชนมองว่าควรลื้อถอนออก และแบบที่ชนะการประกวดซึ่งก็ออกแบบ และคณะกรรมการก็บอกว่าควรจะเก็บไว้สัก 2 อาคาร เหมือนอาคารเรือนพยาบาลที่อยู่ด้านซ้ายมือ กับอาคารเดือนเพ็ญที่อยู่ทางด้านเหนือ จังหวัดควรต้องทำประชาวิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อรับฟังพิจารณาเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุ้นค่าทางประวัติศาสตร์อยู่ ว่าจะเก็บไว้ได้ไหม พอหลังจากที่ผลประชาวิจารณ์ไม่ว่าผลออกมายังไง งานก็จะดำเนินต่อ ในเลือกของการลื้อถอนอาคารตามผลประชาวิจารณ์ ซึ่งพอลื้อถอนอาคารเสร็จ งานทางโบราณการขุดลอกดินก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปิดให้เห็นถึงตัวฐานราก และสุดท้ายก็ คงต้องมีการคุยกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อเอาปัจจัยต่างๆมาพิจารณาร่วมกัน ทั้งแบบที่ชนะการประกวดและฐานรากที่เราเจอ และลองเอามาทับซ้อนกันดูว่าตรงไหนที่เราสามารถเปิดโชว์ให้เห็นว่า ฐานรากอาคารเหล่านี้กับส่วนไหนที่แบบชนะการประกวดนั้นต้องการคงคอนเซปท์ของตัวแบบไว้ และเข้าสู่การบูรณะที่ต้องโชว์และส่วนไหนที่ต่อก่อสร้างต่อไป

, ,

By


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *